UREKA แบ็กล็อกทําถิติสูงสุดจ้องชิงงานเข้าพอร์ต200ล้าน

ทันหุ้น – บิ๊กบอส UREKA “นรากร ราช พลสิทธิ์” อวดแบ็กล็อกไตรมาส 1/2561 พุ่ง สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 250 ล้านบาท จ่อบุ๊กเข้ากระเป๋าปีนี้เกือบทั้งหมด ติดเครื่องขายสินค้ามาร์จิ้นสูง 30% ลุยชิงงานใหม่เติมพอร์ต กว่า 200 ล้านบาท คาดสรุปได้ในไตรมาส 1/61

นายนรากร ราชพลสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ จํากัด(มหาชน) หรือ UREKA เปิดเผยว่า คาดทิศทางธุรกิจในไตรมาส 1/2561 จะดีเมื่อเทียบกับช่วง 1- 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทมีงานในมือ(Backlog) เป็นจํานวนมากถึง 250 ล้านบาท ซึ่งเป็นจํานวน Backlog สูงสุดในช่วงการทําธุรกิจ 15 ปี โดยจะทยอยรับรู้เข้าในปี 2561 ทั้งหมด

สําหรับแบ็กล็อกจํานวน 250 ล้านบาท แบ่งเป็นงานในส่วนยานยนต์หรือออโตโมทีฟ 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดขายในอินเดีย โดยผลิตในประเทศและส่งออกรวมถึงผลิตในอินเดีย รวมทั้งสิ้น 60 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นการ จําหน่ายในและนอกประเทศ ส่วนอีก 50 ล้านบาท จะเป็นแบ็กล็อกที่ไม่เกี่ยวกับออโตโมทีฟ

รุกขายสินค้ามาร์จิ้นสูง

ขณะเดียวกันในปี 2561 บริษัทจะเน้นจําหน่ายสินค้าที่มาร์จิ้นสูง เพื่อพยายามผลัก ดันอัตรากําไรขั้นต้น หรือ Gross Profit Margin กลับมาตามมาตรฐานที่ 30% จากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีอัตรา กําไรขั้นต้นที่ระดับ 20% ขณะที่ยอดขายทั้งปี 2561 บริษัทคาดจะเติบโต ประมาณ 10% หรือเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่450 ล้านบาท

ทั้งนี้บริษัทคาดว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ใน ประเทศจะยังทรงตัว ส่วนต่างประเทศจะมียอด ขายมาจากสาขาที่ประเทศอินเดียและจากการที่ขายส่งออกตรงไปที่ลูกค้าจากไทยด้วย โดยคาดว่ายอดขายที่อินเดียจะเติบโตสูงกว่า 15% และในส่วนของการส่งออกตรงไปต่างประเทศนั้น คาดว่า ลูกค้าจะยังมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องจากปี 2561

โดยสัดส่วนรายได้ในปี 2561 แบ่ง เป็น 1.กลุ่มเครื่องจักรและระบบการผลิตอัตโนมัติ รวม 90% แยกเป็นในอุตสาหกรรมยานยนต์ 65% และนอกอุตสาหกรรมยานยนต์ 25% และ 2.กลุ่มงานระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ 10% ซึ่งอยู่นอกอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมด

รับอานิสงส์ BOI

อีกทั้งคาดจะได้รับปัจจัยบวกจาก มาตรการสนับสนุนของ BOI ที่จะสนับสนุนการ ลงทุนเพื่อปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติมาแทนของเดิม โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี โดยหากเป็นการลงทุนที่ มีสัดส่วนการทํางานในประเทศไทยเกิน 30% ของมูลค่าโครงการจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 100% ของมูลค่าโครงการ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ เดือนกันยายน 2560 ถึงสิ้นปี 2563 ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติอย่างกว้างขวางอันจะนํามาสู่ยุคทองของผู้ประกอบ การระบบอัตโนมัติในประเทศไทย

นายนรากร กล่าวต่อว่า บริษัทอยู่ ระหว่างยืนประมูลงานใหม่ มูลค่า 200 ล้านบาท ทั้งงานออโตโมทีฟ และงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับออโตโมทีฟ คาดจะเห็นความชัดเจนภายในไตรมาส 1/2561 เบื่องต้นบริษัทคาดจะได้งานประมาณ 20% ของมูลค่าที่ยื่นประมูล

“ปีนี้คาดว่าทิศทางธุรกิจจะเป็นไปในทางที่ดี เพราะเรามี Backlog ในมือเป็นจํานวนมากถึง 250 ล้านบาท ซึ่งเป็นจํานวน Backlog สูงสุดในประวัติการณ์ จากการทําธุรกิจมา 15 ปี โดยเราจะรับรู้เข้ามาในปีนี้ทั้งหมด และเรามอง เห็นการสนับสนุนของ BOI ในการปรับปรุง

เครื่องจักรโรงงานต่างๆไปจนถึง 2563 ทําให้ลูกค้าที่เป็นโรงงานต้องการติดตั้งเครื่องจักรออโต้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เรามีงานเข้ามามากขึ้นด้วยเช่นกัน”
นายนรากรกล่าว

ที่มา : ข่าวหนังสือพิมพ์ทันหุ้น 21/02/2561