UREKA มั่นในรายได้ปีนี้โต 30%

UREKA มั่นใจรายได้ปีนี้โต 30%
เดินหน้าประมูลใหม่ 600 ล้าน คาดรู้ผล Q3
UREKA มั่นใจรายได้ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 30% จากปีก่อน หลังตุนแบ็กล็อก 250 ล้านบาท จ่อบุ๊กทั้งหมดในปีนี้ พร้อมเดินหน้าประมูลงานใหม่มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท คาดรู้ผลในไตรมาส 3/2561
นายนรากร ราชพลสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ UREKAเปิดเผยว่า แนวโน้มผลดารดำเนินงานในปีนี้จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทยังมั่นใจรายได้รวมจะเติบโตไม่ต่ำกว่าระดับ 30% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 251 ล้านบาท ซึ่งในช่วงไตรมาส 1/2561 บริษัท มีรายได้รวมแล้ว 94.36 ล้านบาท

ทั้งนี้ล่าสุดบริษัทมีงานในมือ (Backlog) มูลค่ารวมประมาณ 250 บาท ซึ่งจะทยอยส่งมอบทั้งหมดในปีนี้ และบริษัทยังเดินหน้าเข้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่องโดยมีงานอยู่ระหว่างยื่นประมูลมูลค่ารวมประมาณ 600 ล้านบาท คาดว่าจะทราบผลภายในไตรมาส 3/2561

สำหรับงานที่อยู่ระหว่างการยื่นประมูลแบ่งเป็น งานจาก 2 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ งานจากกลุ่มธุรกิจระบบคลังอัติโนมัติมูลค่ารวมประมาณ 400 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับงานประมาณ 50-100 ล้านบาท และกลุ่มธุรกิจเครื่องจักรมูลค่ารวมประมาณ 200 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับงานประมาณ 100 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการสนับสนุนการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการลงทุนปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ระบบอัติโนมัติแทน โดยให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ซึ่งหากเป็นการลงทุนที่มีสัดส่วนการทำงานในประเทศไทยเกิน 30% ของมูลค่าโครงการ จะส่งผลให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 100% ของมูลค่าโครงการ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน กันยายน 2560 ถึงสิ้นปี 2563 ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านระบบอัติโนมัติมากยิ่งขึ้น ทำให้เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการระบบอัติโนมัติในประเทศไทย

นายนรากร กล่าวว่า นอกจากอุตสาหกรรมยานยนต์แล้ว บริษัทได้มุ่งเน้นกระจายฐานรายได้ไปในอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น กลุ่มอาหาร ,กลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ ,กลุ่มการแพทย์ เป็นต้น ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มดังกล่าวที่ประมาร 40% เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ และเพื่อความหลากหลายของรายได้มากขึ้น ขณะที่รายได้จากธุรกิจกลุ่มยานยนต์จะลดลงเหลือ 50% จากปีก่อนที่มีสัดส่วนเป็น 60% ของรายได้รวม

ส่วนธุรกิจในกลุ่มเครื่องจักรกลทางการเกษตร ปัจจุบันได้ลดสัดส่วนลง จากปี 2560 ที่มีรายได้จากกลุ่มเครื่องจักรกลทางทางการเกษตรประมาณ 2.4% ของรายได้รวม เนื่องจากอุตสาหกรรมเกษตรยังไม่พื้นตัวอย่างที่คาดหวัง ส่งผลให้เครื่องจักรกลที่บริษัทผลิตขึ้นยังไมได้รับการตอบรับที่ดีจากเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันยังมีสินค้าในกลุ่มเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่ยังคงจำหน่ายเพียง 1 ประเภท คือ เครื่องฆ่ามอดเพียงประเภทเดียว