UREKA ผนึก 85 บริษัทตั้งกลุ่ม TARA หวังช่วยผลักดันไทยก้าวสู่ยุค 4.0

UREKA ผนึกผู้ประกอบการ 85 บริษัท จัดตั้งกลุ่มผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย ภายใต้ชื่อ "TARA" เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุค 4.0 แบบเต็มตัว

นายนรากร ราชพลสิทธ์ รองประทานกลุ่มผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (Thai Automation and Robotics Association หรือ TARA) ซึ่งเป็นประทานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูเรกา ดีไซน์ จำกัด (มหาชน) หรือ UREKA เปิดเผยว่า บริษัทและกลุ่มบริษัทที่เป็นผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านระบบอัติโนมัติ และหุ่นยนต์ไทยได้รวมกลุ่มกันเพื่อยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการในด้านดังกล่าวของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก และสามารถแข่งขันกับบริษัทต่างชาติได้ ซึ่งจะพลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ยุ่ค 4.0 แบบเต็มตัว
โดยกลุ่มบริษัทมีวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่ม เพื่อให้บริษัทสมาชิกทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) และ Center of Robotic Excellence (CoRE) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่พัฒนาบุคลากรและยกระดับเทคโนโลยีของไทย เพื่อผลักดันให้อุตสากรรมต่างๆเกิดการลงทุนด้านเทคดนโลยีมากขึ้น
ขณะเดียวกันกลุ่มบริษัทที่เป็นสมาชิกจะเป็นแหล่งข้อมูลที่ถูกต้องด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมด้านระบบอัติโนมัติ และหุ่นยนต์ให้ความสนใจ และจะเป็นผู้ให้ความรู้ในด้านดังกล่าวแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจะเป็นผู้ที่ให้เกิดการร่วมมือทำโครงการขนาดใหญ่
ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทดังกล่าวมีบริษัทที่เป็นสมาชิกรวมจำนวน 85 บริษัท มีมูลค่างานในมือรวมกันประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาทเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯจำนวน 3 บริษัท ได้แก่ 1.UREKA, 2.บริษัท ที.เอ็ม.ซี.อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TMC และ 3.บริษัท ออลล่า จำกัด (มหาชน) หรือ ALLA
สำหรับสมาชิกภายในกลุ่ม จะแบ่งเป็นผู้ที่มีความชำนาญในธุรกิจ 5 ประเภทงาน ประกอบด้วย 1.ผู้ประกอบการที่มีความชำนาญทางด้านเครื่องจักร, 2.ผู้ประกอบการที่มีความชำนาญด้านการนำอุปกรณ์ต่างๆ มารวมกันม, 3.ผู้ประกอบการที่มีความชำนาญทางด้านผลิตหุ่นยนต์ และ 5.ผู้ประกอบการที่มีความชำนาญทางด้านงานกล้อง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกนโยบบายมาตรการสนับสนุนของการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการลงทุนปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพด้วยการใช้ระบบอัตโนมัติมาแทน โดยการให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ซึ่งหากเป็นการลงทุนที่มีสัดส่วนการทำงานในประเทศไทยเกิน 30% ของมูลค่าโครงการ จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ 100% ของมูลค่าโครงการ ดดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน กันยายน 2560 ถึงสิ้นปี 2563 ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านระบบอัตโนมัติมากยิ่งขึ้น
ด้านกลไกลหลักการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ปและระบบอัติโนมัติ 1.Automation Buyers คือ การกระตุ้นอุปสงค์ให้เกิดความต้องการใช้หุ่นยนต์และระบบอัติโนมัตอมากขึ้น 2.Automation Service Provider (System Intergrator :SI) คือ การสนับสนุนอุปทานทำให้ผู้ประกอบการในประเทศมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง สามารถแข่งขันกับบริษัทอื่นๆได้ และ 3.Center of robotic Excellence (CoRE) คือการพัฒนาบุคลากร และยกระดับเทคโนโลยีของไทย
สำหรับเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ในระยะสั้น 1 ปี (ปี 2560) กระตุ้นตลาดหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติภายในประเทศ มีการลงทุนไปกว่า 1,200 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้อุตสาหกรรมการผลิตและบริการ นำหุ่นยนต์และระบบอัติโนมัติมาใช้สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตสินค้าและบริการ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตกว่า 50% ด้วยการสนับสนุนจาก BOI ในเรื่องการงดเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% สำหรับกิจการที่นำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาใช้
ขณะที่กระทรวงการคลังได้งดเว้นภาษีเงินได้ 300% เพื่อวิจัยหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อีกทั้งสำนักงบประมาณได้จัดซื้อหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเพื่อให้บริการแก่ประชาชน รวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรมได้สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต โดยใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติผ่านกองทุนเอสเอ็มอีและกองทุนอื่นๆ
ทั้งนี้ระยะกลาง 5 ปี (ปี 2560-2564) สนับสนุนให้ผู้ผลิตภายในประเทศมีต้นทุนที่ต่ำลงโดยลดการนำเข้าและเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์โดยเฉพาะ SI ผู้ทำหน้าที่ออกแบบระบบอัตโนมัติที่ตั้งเป้าเพิ่มจำนวน SI จาก 200 ราย เป็น 1,400 รายในปี 2564 ด้วยการสนับสนุนจากBOI ในเรื่องการส่งเสริม SI และให้สิทธิประโยชน์การลงทุนในระดับสูงสุด นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้ยกเว้นการนำเข้าชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์ที่จะนำมาผลิตหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อแก้ไขเรื่องภาษีเลื่อมล้ำ ซึ่งไทยสามารถผลิตหุ่นยนต์ที่มีระบบซับซ้อนได้เอง และจะนำมาซึ่งผลกำไรมหาศาลให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศ
ส่วนระยะยาว 10 ปี (ปี 2560-2569) คนไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและทำการส่งออกหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติสู้นอกประเทศ โดยมรเครือข่ายการร่วมมือและหน่วยงานนำร่องทั้งในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และหน่วยงานชั้นนำจากต่างประเทศ เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ต้นแบบอย่างน้อย 150 ตัว ปละถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการอีกกว่า 200 ราย และฝึกอบรมบุคคลกรไม่น้อยกว่า 25,500 คน นอกจากนี้จะมีการมอบหมายให้ CoRE เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาบุคลากรและยกระดับแรงงานให้มีทักษะที่สูงขึ้น (Retain/Reskill) เพื่อเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมยุค 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการบริหารการพัมนาระเบียบเศรษฐกิจภาคตะวันออก (กรศ. หรือ EEC) ได้สั่งการให้การนิคมฯ แห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดหาพื้นที่ที่บริหารอยู่สำหรับรองรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์(นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง) เพื่อเป็นโมเดลตัวอย่างรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ สำหรับพื้นที่แสดงตัวอย่างโมเดลจะกลายเป็นพื้นที่เขตส่งเสริมพิเศษและอาจเป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในอนาคต โดยจะมีรถไฟเชื่อมระหว่างนิคมอุตสาหกรรมและอาจประกาศเป็น Free Trend Zone เพื่อดึงดูดนักลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์